<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Green Business หลอด T5 หลอดประหยัดไฟ  หลอดไฟฟ้า หลอดฟลูออเรสเซนต์ หลอดไฟนีออน หลอดไฟฮาโลเจน หลอดไฟแอลอีดี หลอดไฟฟ้า โคมไฟหลอดไฟ</title>
	<atom:link href="http://www.greenbizthai.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.greenbizthai.com</link>
	<description>ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายหลอดไฟ หลอดไฟฟ้า หลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ หลอดไฟนีออน หลอดไฟฮาโลเจน หลอดไฟแอลอีดี หลอดไฟฟ้า โคมไฟหลอดไฟ</description>
	<lastBuildDate>Tue, 06 Dec 2011 06:44:41 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.1</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>คำขวัญวันสิ่งแวดล้อมโลก 2011</title>
		<link>http://www.greenbizthai.com/2011/06/%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%82%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b9%82%e0%b8%a5/</link>
		<comments>http://www.greenbizthai.com/2011/06/%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%82%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b9%82%e0%b8%a5/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 04 Jun 2011 00:00:16 +0000</pubDate>
		<dc:creator>eakachai</dc:creator>
				<category><![CDATA[สิ่งแวดล้่อม]]></category>
		<category><![CDATA[Green Business]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวะโลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[รักษ์โลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[วันสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[วันสิ่งแวดล้อมโลก]]></category>
		<category><![CDATA[โลกร้อน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.greenbizthai.com/?p=375</guid>
		<description><![CDATA[  วันสิ่งแวดล้อมโลก ซึ่งตรงกับวันที่ 5 มิถุนายนของทุกปี โดยในปี 2554 นี้โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ได้กำหนดจัดกิจกรรมฉลองวันสิ่งแวดล้อมโลก ณ เมืองมุมไบและเดลฮี  ประเทศอินเดีย ภายใต้หัวข้อเรื่องและคำขวัญเป็นภาษาอังกฤษว่า “Forests : Nature at Your Service” ส่วนประเทศไทยได้มีคำขวัญภาษาไทยว่า &#8220;ป่าไม้มีคุณ เกื้อหนุนสรรพชีวิต คิดถนอมรักษา&#8221; โดย เน้นสื่อสารให้ทุกคนรู้ว่าแต่ละคนสามารถปฏิบัติการที่ส่งผลกระทบต่อโลกได้ ด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย อาทิ การปลูกต้นไม้ในโรงเรียน การกำหนดวันงดใช้รถยนต์  การทำความสะอาดบ้านเรือนในชุมชน การทำความสะอาดสวนสาธารณะ ฯลฯ   ที่มา : ส่วนรณรงค์ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม
  คำขวัญวันสิ่งแวดล้อมโลกปี 2554 นี้จะสนับสนุนกิจกรรมที่สอดคล้องกับประกาศขององค์การสหประชาชาติที่กำหนดปี 2011 เป็น International Year of Forests ปีสากลแห่งการอนุรักษ์ป่าไม้ และ  ปี 2011-2020 เป็น &#8220;ทศวรรษแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ&#8221; (Decade of Biodiversity) [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify"><span style="color: #008000"><strong><a href="http://www.greenbizthai.com/wp-content/uploads/2011/06/logo_wed2011.jpg"><img class="alignleft size-full wp-image-377" style="margin-left: 5px;margin-right: 5px" src="http://www.greenbizthai.com/wp-content/uploads/2011/06/logo_wed2011.jpg" alt="" width="150" height="150" /></a>  วันสิ่งแวดล้อมโลก ซึ่งตรงกับวันที่ 5 มิถุนายนของทุกปี</strong></span> <span style="color: #000000">โดยในปี 2554 นี้โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ได้กำหนดจัดกิจกรรมฉลองวันสิ่งแวดล้อมโลก ณ เมืองมุมไบและเดลฮี  ประเทศอินเดีย ภายใต้หัวข้อเรื่องและคำขวัญเป็นภาษาอังกฤษว่า <span style="color: #008000"><strong>“Forests : Nature at Your Service”</strong></span> ส่วนประเทศไทยได้มีคำขวัญภาษาไทยว่า<span style="color: #008000"><strong> &#8220;ป่าไม้มีคุณ เกื้อหนุนสรรพชีวิต คิดถนอมรักษา&#8221;</strong></span> โดย เน้นสื่อสารให้ทุกคนรู้ว่าแต่ละคนสามารถปฏิบัติการที่ส่งผลกระทบต่อโลกได้ ด้วยกิจกรรมที่หลากหลาย อาทิ การปลูกต้นไม้ในโรงเรียน การกำหนดวันงดใช้รถยนต์  การทำความสะอาดบ้านเรือนในชุมชน การทำความสะอาดสวนสาธารณะ ฯลฯ </span><span style="color: #000000">  </span><span style="color: #000000">ที่มา : ส่วนรณรงค์ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม</span></p>
<p style="text-align: justify"><span id="more-375"></span>  คำขวัญวันสิ่งแวดล้อมโลกปี 2554 นี้จะสนับสนุนกิจกรรมที่สอดคล้องกับประกาศขององค์การสหประชาชาติที่กำหนดปี 2011 เป็น International Year of Forests ปีสากลแห่งการอนุรักษ์ป่าไม้ และ  <span style="color: #008000">ปี 2011-2020 เป็น &#8220;ทศวรรษแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ&#8221; (Decade of Biodiversity)</span> ซึ่งต่อเนื่องจากปี 2010 ที่เป็นปี &#8220;The International Year of Biodiversity&#8221; ปีสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.greenbizthai.com/2011/06/%e0%b8%84%e0%b8%b3%e0%b8%82%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b9%82%e0%b8%a5/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ทำไมกิจการต้องลด&#8217;คาร์บอน&#8217;</title>
		<link>http://www.greenbizthai.com/2011/05/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%9a%e0%b8%ad/</link>
		<comments>http://www.greenbizthai.com/2011/05/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%9a%e0%b8%ad/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 28 May 2011 00:00:07 +0000</pubDate>
		<dc:creator>eakachai</dc:creator>
				<category><![CDATA[Green Business]]></category>
		<category><![CDATA[T5]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[ลดคาร์บอน]]></category>
		<category><![CDATA[ลดโลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[หลอดT5]]></category>
		<category><![CDATA[หลอดไฟเบอร์5]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.greenbizthai.com/?p=362</guid>
		<description><![CDATA[  ทำไมกิจการต้องลด&#8217;คาร์บอน&#8217;
   รศ.ดร.ธีรยุส วัฒนาศุภโชคอาจารย์จุฬาฯ วิเคราะห์ให้เห็นถึงสาเหตุความจำเป็นที่กิจการทั่วโลก ต้องดำเนินกิจกรรมรูปแบบต่างๆ เพื่อลดการปล่อยก๊าซโลกร้อนการลดการปล่อยคาร์บอนหรือก๊าซเรือนกระจก ต้นเหตุสำคัญของภาวะโลกร้อน ที่กำลังส่งผลกระทบต่อโลกทุกหย่อมหญ้า เริ่มเป็นที่สนใจของกิจการทั่วโลกครับโดยมีเหตุผลมากมายที่สนับสนุนการดำเนินการดังกล่าว
  เหตุผลสำคัญประการแรกของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกคือ ประหยัดต้นทุนการดำเนินงาน โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน เนื่องจากเมื่อต้องการลดการปลดปล่อยคาร์บอน จะต้องปรับกระบวนการผลิตให้ลดใช้พลังงานที่ไม่จำเป็นลง การใช้เครื่องจักร &#8211; เทคโนโลยีที่เหมาะสม รวมถึงการใช้พลังงานทดแทน ที่แม้ว่าในระยะสั้นอาจจะมีต้นทุนการเปลี่ยนแปลงสูงกว่า แต่ระยะยาวย่อมจะลดลงไปเรื่อยๆ และน่าจะถึงจุดคุ้มทุนในไม่ช้าซึ่งก็คือการสร้างผลตอบแทนกลับสู่กิจการมากขึ้นนั่นเอง
  ประการถัดมาคือ ลดความเสี่ยงในการดำเนินงานได้ชะงัด เนื่องจากทรัพยากรสำคัญต่างๆ เริ่มส่งสัญญาณถึงความขาดแคลน อาทิ น้ำ น้ำมัน ถ่านหิน ฯลฯ ขณะที่ดีมานด์ในทรัพยากรดังกล่าวเติบโตขึ้นทุกวัน แต่ซัพพลายกลับลดลงสวนทางอย่างเห็นได้ชัดจึงส่งผลต่อความผันแปรทั้งในแง่ของปริมาณและราคา กิจการจึงควรลดการพึ่งพาซัพพลายเชนที่ไม่เสถียรดังกล่าว และหาทางใช้ทรัพยากรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรง
  เหตุผลถัดมาคือ สอดคล้องกับความคาดหมายของลูกค้าและสาธารณชน ที่นับวันจะคำนึงถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น กิจการจึงต้องเริ่มปรับตัวเข้าหาแนวโน้ม &#8220;รักเรา รักโลก&#8221; มิฉะนั้นทั้งภาพลักษณ์และความเข้าใจอันดีกับลูกค้าก็จะเสื่อมสูญไป โอกาสที่ลูกค้าจะหันเหไปซื้อสินค้าบริการจากคู่แข่งก็มีมากเป็นเงาตามตัว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ วอลล์มาร์ท ที่ก้าวเข้าสู่ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน ซัพพลายเออร์รายใดที่อยากจะขายสินค้าในวอลล์มาร์ท ก็ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด ไม่มีผลกระทบทางลบต่อสภาพแวดล้อม เงื่อนไขสำคัญที่สุดเงื่อนไขหนึ่งก็คือ ต้องไม่ปล่อยคาร์บอนเกินกำหนดนั่นเอง
  อีกทั้งภาพลักษณ์ที่ดีต่อความรับผิดชอบต่อสังคมดังกล่าว ยังสามารถดึงดูดบุคลากรชั้นหัวกะทิเข้ามาดำเนินงาน แน่นอนว่าคนรุ่นใหม่ทั้งเจนวายและเจนแซด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="color: #ff0000"><span style="color: #000000"><a href="http://www.greenbizthai.com/wp-content/uploads/2011/05/28-5-2554-11-16-52.jpg"><img class="alignleft size-thumbnail wp-image-363" style="margin: 3px 5px;border: black 1px solid" src="http://www.greenbizthai.com/wp-content/uploads/2011/05/28-5-2554-11-16-52-150x150.jpg" alt="" width="150" height="150" /></a></span>  ทำไมกิจการต้องลด&#8217;คาร์บอน&#8217;</span></h2>
<p><span style="color: #ff0000"> </span><span style="color: #000000"> </span><span style="color: #000000"> รศ.ดร.ธีรยุส วัฒนาศุภโชคอาจารย์จุฬาฯ วิเคราะห์ให้เห็นถึงสาเหตุความจำเป็นที่กิจการทั่วโลก ต้องดำเนินกิจกรรมรูปแบบต่างๆ เพื่อลดการปล่อยก๊าซโลกร้อนการลดการปล่อยคาร์บอนหรือก๊าซเรือนกระจก ต้นเหตุสำคัญของภาวะโลกร้อน ที่กำลังส่งผลกระทบต่อโลกทุกหย่อมหญ้า เริ่มเป็นที่สนใจของกิจการทั่วโลกครับโดยมีเหตุผลมากมายที่สนับสนุนการดำเนินการดังกล่าว</span></p>
<p style="text-align: justify"><span id="more-362"></span>  <span style="color: #000000"><span style="color: #008000">เหตุผลสำคัญประการแรกของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกคือ </span>ประหยัดต้นทุนการดำเนินงาน โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน เนื่องจากเมื่อต้องการลดการปลดปล่อยคาร์บอน จะต้องปรับกระบวนการผลิตให้ลดใช้พลังงานที่ไม่จำเป็นลง การใช้เครื่องจักร &#8211; เทคโนโลยีที่เหมาะสม รวมถึงการใช้พลังงานทดแทน ที่แม้ว่าในระยะสั้นอาจจะมีต้นทุนการเปลี่ยนแปลงสูงกว่า แต่ระยะยาวย่อมจะลดลงไปเรื่อยๆ และน่าจะถึงจุดคุ้มทุนในไม่ช้าซึ่งก็คือการสร้างผลตอบแทนกลับสู่กิจการมากขึ้นนั่นเอง<br />
  <span style="color: #008000">ประการถัดมาคือ</span> ลดความเสี่ยงในการดำเนินงานได้ชะงัด เนื่องจากทรัพยากรสำคัญต่างๆ เริ่มส่งสัญญาณถึงความขาดแคลน อาทิ น้ำ น้ำมัน ถ่านหิน ฯลฯ ขณะที่ดีมานด์ในทรัพยากรดังกล่าวเติบโตขึ้นทุกวัน แต่ซัพพลายกลับลดลงสวนทางอย่างเห็นได้ชัดจึงส่งผลต่อความผันแปรทั้งในแง่ของปริมาณและราคา กิจการจึงควรลดการพึ่งพาซัพพลายเชนที่ไม่เสถียรดังกล่าว และหาทางใช้ทรัพยากรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรง<br />
  <span style="color: #008000">เหตุผลถัดมาคือ</span> สอดคล้องกับความคาดหมายของลูกค้าและสาธารณชน ที่นับวันจะคำนึงถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น กิจการจึงต้องเริ่มปรับตัวเข้าหาแนวโน้ม &#8220;รักเรา รักโลก&#8221; มิฉะนั้นทั้งภาพลักษณ์และความเข้าใจอันดีกับลูกค้าก็จะเสื่อมสูญไป โอกาสที่ลูกค้าจะหันเหไปซื้อสินค้าบริการจากคู่แข่งก็มีมากเป็นเงาตามตัว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ วอลล์มาร์ท ที่ก้าวเข้าสู่ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างชัดเจน ซัพพลายเออร์รายใดที่อยากจะขายสินค้าในวอลล์มาร์ท ก็ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด ไม่มีผลกระทบทางลบต่อสภาพแวดล้อม เงื่อนไขสำคัญที่สุดเงื่อนไขหนึ่งก็คือ ต้องไม่ปล่อยคาร์บอนเกินกำหนดนั่นเอง<br />
  อีกทั้งภาพลักษณ์ที่ดีต่อความรับผิดชอบต่อสังคมดังกล่าว ยังสามารถดึงดูดบุคลากรชั้นหัวกะทิเข้ามาดำเนินงาน แน่นอนว่าคนรุ่นใหม่ทั้งเจนวายและเจนแซด ย่อมไม่อยากทำงานกับกิจการที่ขึ้นชื่อว่าทำลายสภาพแวดล้อม หรือส่งเสริมการเกิดภาวะโลกร้อน<br />
  <span style="color: #008000">เหตุผลที่สำคัญตามมาคือ</span> เป็นอีกแนวทางในการสร้างสรรค์นวัตกรรม การที่ต้องขบคิดหากระบวนการและเทคโนโลยีใหม่มารองรับการลดคาร์บอนของกิจการ จึงถือเป็นอีกหน้าหนึ่งของการพัฒนาองค์กรให้มีนวัตกรรม นอกจากนี้ การส่งเสริมให้ทุกกิจการคำนึงถึงการลดการปล่อยคาร์บอน ยังเป็นการเพิ่มความสามารถทางการแข่งขัน โดยเฉพาะธุรกิจบ้านเราถือว่ารั้งท้ายทีเดียว ขณะที่เพื่อนบ้านอย่างจีน เกาหลี ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ก้าวไกลในเรื่องนี้ และที่สำคัญที่สุด คือ การลดคาร์บอนของทุกกิจการ ส่งผลต่อความอยู่รอดปลอดภัยของทุกคนบนโลก เพราะภาวะเรือนกระจกส่งผลร้ายแรงมากกว่าที่เราคาดคิด<br />
  ดังนั้นขอเชิญทุกท่านมาร่วมคิดร่วมทำ เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนเสียแต่วันนี้ เนื่องจากสารพัดเหตุผลรุมเร้าเข้ามามากแล้วครับ</span><br />
<span style="color: #0000ff">* รศ.ดร.ธีรยุส วัฒนาศุภโชค คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</span></p>
<p><span style="color: #0000ff">ที่มา : http://www.84millionkiloforking.com/</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.greenbizthai.com/2011/05/%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%9a%e0%b8%ad/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กรมอุตุโลกเตือนเตรียมรับมือรังสี UV เพิ่มสูงเร็ว ๆ นี้</title>
		<link>http://www.greenbizthai.com/2011/04/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%a3/</link>
		<comments>http://www.greenbizthai.com/2011/04/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%a3/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 09 Apr 2011 00:00:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator>eakachai</dc:creator>
				<category><![CDATA[Green Business]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้่อม]]></category>
		<category><![CDATA[green]]></category>
		<category><![CDATA[T5]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[ลดโลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[หลอดฟลูออเรสเซนต์]]></category>
		<category><![CDATA[หลอดไฟ]]></category>
		<category><![CDATA[อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[โลกร้อน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.greenbizthai.com/?p=341</guid>
		<description><![CDATA[  กรมอุตุนิยมวิทยาโลกเตือนประชาชนเตรียมรับมือรังสียูวีเพิ่มขึ้นในระดับสูง ฤดูร้อนนี้ หลังตรวจพบชั้นโอโซนลดลงอย่างน่าใจหาย กว่า 40%
  เมื่อวันที่ 6 เมษายนที่ผ่านมา เว็บไซต์เดลิเมล์ ของอังกฤษ รายงานว่า กรมอุตุนิยมวิทยาโลก หรือ WMO เปิดเผยข้อมูลน่าตกใจเกี่ยวกับสภาพอากาศบนโลกว่า ขณะนี้ชั้นโอโซนที่ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันรังสี UV ระดับอันตรายจากแสงอาทิตย์ มีปริมาณลดลงกว่า 40% ซึ่งจะส่งผลให้มนุษย์ได้รับรังสี UV เพิ่มมากขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งผิวหนัง ผิวไหม้ และปัญหาเกี่ยวกับดวงตา

  รายงานระบุว่า ตอนนี้ชั้นโอโซนบริเวณแถบอาร์กติก หรือขั้วโลกเหนือ ลดลงในระดับที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เนื่องจากมีการก่อตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องของสสารในชั้นบรรยากาศที่ทำลายชั้นโอโซน ประกอบกับอากาศที่เย็นจัดในชั้นบรรยากาศสตราโทสเฟียร์ ทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายเร็วขึ้นไปอีก และถ้าหากบริเวณที่ชั้นโอโซนต่ำนี้ เคลื่อนตัวจากขั้วโลกเหนือลงมาในละติจูดที่ต่ำกว่า ก็จะส่งผลให้บริเวณประเทศแคนาดา รัสเซีย อลาสก้า สหรัฐฯ และหลายประเทศในแถบสแกนดิเนเวีย ได้รับผลกระทบจากปริมาณรังสีอัลตราไวโอเลต ที่เพิ่มมากขึ้นกว่าที่เคยเป็น สภาพอากาศบนโลกจะร้อนขึ้น ทำให้เป็นมะเร็งผิวหนัง มะเร็งต้อกระจก รวมถึงส่งผลต่อพืชผลทางการเกษตรบางประเภทด้วย
  นอกจากนี้ WMO ยังได้เปิดเผยอีกว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา การลดลงของชั้นโอโซนบริเวณขั้วโลกเหนือที่เคยตรวจพบในระดับสูงที่สุด คือลดลงประมาณ 30% ในช่วง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: left"><span style="color: #ff0000"><a href="http://www.greenbizthai.com/wp-content/uploads/2011/04/uv.jpg"></a></span><span style="color: #ff0000"><a href="http://www.greenbizthai.com/wp-content/uploads/2011/04/uv.jpg"><img class="alignleft size-thumbnail wp-image-342" style="margin: 3px 5px" src="http://www.greenbizthai.com/wp-content/uploads/2011/04/uv-150x150.jpg" alt="" width="150" height="150" /></a>  กรมอุตุนิยมวิทยาโลกเตือนประชาชนเตรียมรับมือรังสียูวีเพิ่มขึ้นในระดับสูง ฤดูร้อนนี้ หลังตรวจพบชั้นโอโซนลดลงอย่างน่าใจหาย กว่า 40%</span></p>
<p><span style="color: #ff0000">  <span style="color: #000000">เมื่อวันที่ 6 เมษายนที่ผ่านมา เว็บไซต์เดลิเมล์ ของอังกฤษ รายงานว่า กรมอุตุนิยมวิทยาโลก หรือ WMO เปิดเผยข้อมูลน่าตกใจเกี่ยวกับสภาพอากาศบนโลกว่า ขณะนี้ชั้นโอโซนที่ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันรังสี UV ระดับอันตรายจากแสงอาทิตย์ มีปริมาณลดลงกว่า 40% ซึ่งจะส่งผลให้มนุษย์ได้รับรังสี UV เพิ่มมากขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งผิวหนัง ผิวไหม้ และปัญหาเกี่ยวกับดวงตา</span></span></p>
<p><span style="color: #ff0000"><span style="color: #000000"><span id="more-341"></span></span></span></p>
<p><span style="color: #ff0000"><span style="color: #000000">  รายงานระบุว่า ตอนนี้ชั้นโอโซนบริเวณแถบอาร์กติก หรือขั้วโลกเหนือ ลดลงในระดับที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เนื่องจากมีการก่อตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องของสสารในชั้นบรรยากาศที่ทำลายชั้นโอโซน ประกอบกับอากาศที่เย็นจัดในชั้นบรรยากาศสตราโทสเฟียร์ ทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายเร็วขึ้นไปอีก และถ้าหากบริเวณที่ชั้นโอโซนต่ำนี้ เคลื่อนตัวจากขั้วโลกเหนือลงมาในละติจูดที่ต่ำกว่า ก็จะส่งผลให้บริเวณประเทศแคนาดา รัสเซีย อลาสก้า สหรัฐฯ และหลายประเทศในแถบสแกนดิเนเวีย ได้รับผลกระทบจากปริมาณรังสีอัลตราไวโอเลต ที่เพิ่มมากขึ้นกว่าที่เคยเป็น สภาพอากาศบนโลกจะร้อนขึ้น ทำให้เป็นมะเร็งผิวหนัง มะเร็งต้อกระจก รวมถึงส่งผลต่อพืชผลทางการเกษตรบางประเภทด้วย</span></span></p>
<p><span style="color: #ff0000"><span style="color: #000000">  นอกจากนี้ WMO ยังได้เปิดเผยอีกว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา การลดลงของชั้นโอโซนบริเวณขั้วโลกเหนือที่เคยตรวจพบในระดับสูงที่สุด คือลดลงประมาณ 30% ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา แต่ล่าสุดนี้ ชั้นโอโซนลดลงถึง 40% ดังนั้น ประชาชนที่อยู่บริเวณที่อาจได้รับผลกระทบ ก็ควรเตรียมรับมือกับรังสี UV ที่เพิ่มสูงนี้ด้วย เพราะกว่าจะฟื้นตัวได้คงใช้เวลาอีกหลายปี <span style="color: #ff0000"><strong>โดย WMO คาดว่าชั้นโอโซนนอกเขตขั้วโลกจะฟื้นตัวขึ้นได้ภายในปี 2030-2040 หรืออีก 20 </strong></span>ปีข้างหน้าเลยทีเดียว</span></span></p>
<p><span style="color: #ff0000"><span style="color: #000000">  ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ นักวิทยาศาสตร์ได้มีรายงานว่า ขณะนี้ น้ำแข็งขั้วโลกละลายรวดเร็วขึ้นถึง 100 เท่า เมื่อเทียบกับตลอด 350 ปีที่ผ่านมา ซึ่งการที่น้ำแข็งเปลี่ยนสภาพเป็นกระแสน้ำเย็นเฉียบนี้ ได้ส่งผลให้สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไปทั่วโลกอย่างที่เป็น</span></span></p>
<p><span style="color: #ff0000"><span style="color: #000000">ที่มา : กระปุกดอทคอม</span></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.greenbizthai.com/2011/04/%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%a1%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สินค้าเพื่อสิ่งแวดล้อม</title>
		<link>http://www.greenbizthai.com/2011/03/%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1/</link>
		<comments>http://www.greenbizthai.com/2011/03/%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 19 Mar 2011 04:06:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[สินค้าเพื่อสิ่งแวดล้อม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.greenbizthai.com/2011/03/%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1/</guid>
		<description><![CDATA[สินค้าเพื่อสิ่งแวดล้อม
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>สินค้าเพื่อสิ่งแวดล้อม</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.greenbizthai.com/2011/03/%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Thailand Energy Awards 2011</title>
		<link>http://www.greenbizthai.com/2011/02/thailand-energy-awards-2011/</link>
		<comments>http://www.greenbizthai.com/2011/02/thailand-energy-awards-2011/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 16 Feb 2011 05:29:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator>eakachai</dc:creator>
				<category><![CDATA[Green Business]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานทดแทน]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการ “กรีน แลมป์”]]></category>
		<category><![CDATA[T5]]></category>
		<category><![CDATA[กรีนแลมป์]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ฟลูออเรสเซนต์]]></category>
		<category><![CDATA[รีไซเคิลหลอดไฟ]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[หลอด]]></category>
		<category><![CDATA[อนุรักษ์พลังงาน]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.greenbizthai.com/?p=336</guid>
		<description><![CDATA[  เนื่องจากสภาวการณ์ในปัจจุบันของโลกและของประเทศไทย ปัญหาด้านพลังงานและปัญหาโลกร้อนเป็นปัญหาที่สำคัญ และมีความเกี่ยวเนื่องกัน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยพลังงานเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญในการตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานของประชาชน และเป็นปัจจัยพื้นฐานการผลิต ในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม จึงเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างหนึ่งในการพัฒนาประเทศ อย่างไรก็ตามการใช้พลังงานได้ก่อให้เกิดผลกระทบ ต่อสิ่งแวดล้อมและเกิดภาวะโลกร้อนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ความเชื่อมโยงระหว่างปัญหาดังกล่าวทำให้ประเทศไทยต้องตื่นตัวและหันมาให้ความสำคัญ อย่างจริงจังในเรื่องการใช้พลังงาน

กระทรวงพลังงาน โดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ในฐานะหน่วยงานภาครัฐซึ่งมีภารกิจโดยตรงในการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและการพัฒนาพลังงานทดแทนจึงได้พยายามผลักดัน มาตรการต่างๆ อย่างจริงจังเพื่อทำให้เกิดผลการอนุรักษ์พลังงาน ที่เป็นรูปธรรม โดยมาตรการหนึ่งที่สามารถส่งผลให้เกิดความตระหนักและเล็งเห็นถึงประโยชน์ของการอนุรักษ์พลังงาน และการพัฒนาพลังงานทดแทนได้เป็นอย่างดี ซึ่ง พพ. ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การจัดประกวดผลงานดีเด่น ด้านการอนุรักษ์พลังงาน และการพัฒนาพลังงานทดแทน ภายใต้ชื่อโครงการ “Thailand Energy Awards”
โดยในปี 2554 นี้ พพ. ได้จัดให้มีการประกวด “Thailand Energy Awards 2011” ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้
1. เพื่อเป็นการยกย่องและแสดงความชื่นชมแก่ผู้ที่มีผลงานดีเด่นทั้งในด้านการอนุรักษ์พลังงานและการพัฒนาพลังงานทดแทน
2. เพื่อเผยแพร่ผลสำเร็จของการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์พลังงานและการพัฒนาพลังงานทดแทนให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องและสนใจ
ได้นำไปปฏิบัติ และประยุกต์ใช้ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
3. เพื่อส่งเสริมให้โรงงานและอาคารดำเนินการอนุรักษ์พลังงานและพัฒนาพลังงานทดแทนอย่างต่อเนื่องขยายผลสู่กลุ่มเป้าหมายที่ยังไม่เข้าสู่ระบบดังกล่าวให้มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์พลังงานและการพัฒนาพลังงานทดแทนมากขึ้น
4. เพื่อคัดเลือกผู้ที่จะเป็นตัวแทนของประเทศไทยไปประกวดโครงการดีเด่นด้านการอนุรักษ์พลังงานและการพัฒนาพลังงานทดแทนในระดับอาเซียน
 
กลุ่มเป้าหมาย
1. โรงงานควบคุมและอาคารควบคุมตามพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535
2. โรงงานอุตสาหกรรมและอาคารขนาดกลางและขนาดย่อมที่ไม่ได้อยู่ในข่ายควบคุมตาม พระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535
3. เจ้าของหรือผู้บริหารของสถานประกอบการ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>  เนื่องจากสภาวการณ์ในปัจจุบันของโลกและของประเทศไทย ปัญหาด้านพลังงานและปัญหาโลกร้อนเป็นปัญหาที่สำคัญ และมีความเกี่ยวเนื่องกัน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยพลังงานเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญในการตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานของประชาชน และเป็นปัจจัยพื้นฐานการผลิต ในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม จึงเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างหนึ่งในการพัฒนาประเทศ อย่างไรก็ตามการใช้พลังงานได้ก่อให้เกิดผลกระทบ ต่อสิ่งแวดล้อมและเกิดภาวะโลกร้อนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ความเชื่อมโยงระหว่างปัญหาดังกล่าวทำให้ประเทศไทยต้องตื่นตัวและหันมาให้ความสำคัญ อย่างจริงจังในเรื่องการใช้พลังงาน<br />
<span id="more-336"></span></p>
<p>กระทรวงพลังงาน โดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ในฐานะหน่วยงานภาครัฐซึ่งมีภารกิจโดยตรงในการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและการพัฒนาพลังงานทดแทนจึงได้พยายามผลักดัน มาตรการต่างๆ อย่างจริงจังเพื่อทำให้เกิดผลการอนุรักษ์พลังงาน ที่เป็นรูปธรรม โดยมาตรการหนึ่งที่สามารถส่งผลให้เกิดความตระหนักและเล็งเห็นถึงประโยชน์ของการอนุรักษ์พลังงาน และการพัฒนาพลังงานทดแทนได้เป็นอย่างดี ซึ่ง พพ. ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การจัดประกวดผลงานดีเด่น ด้านการอนุรักษ์พลังงาน และการพัฒนาพลังงานทดแทน ภายใต้ชื่อโครงการ <span style="color: #339966"><strong>“Thailand Energy Awards”</strong></span></p>
<p>โดยในปี 2554 นี้ พพ. ได้จัดให้มีการประกวด <strong><span style="color: #339966">“Thailand Energy Awards 2011”</span> </strong>ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้</p>
<p>1. เพื่อเป็นการยกย่องและแสดงความชื่นชมแก่ผู้ที่มีผลงานดีเด่นทั้งในด้านการอนุรักษ์พลังงานและการพัฒนาพลังงานทดแทน<br />
2. เพื่อเผยแพร่ผลสำเร็จของการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์พลังงานและการพัฒนาพลังงานทดแทนให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องและสนใจ<br />
ได้นำไปปฏิบัติ และประยุกต์ใช้ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม<br />
3. เพื่อส่งเสริมให้โรงงานและอาคารดำเนินการอนุรักษ์พลังงานและพัฒนาพลังงานทดแทนอย่างต่อเนื่องขยายผลสู่กลุ่มเป้าหมายที่ยังไม่เข้าสู่ระบบดังกล่าวให้มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์พลังงานและการพัฒนาพลังงานทดแทนมากขึ้น<br />
4. เพื่อคัดเลือกผู้ที่จะเป็นตัวแทนของประเทศไทยไปประกวดโครงการดีเด่นด้านการอนุรักษ์พลังงานและการพัฒนาพลังงานทดแทนในระดับอาเซียน</p>
<p> <br />
กลุ่มเป้าหมาย<br />
1. โรงงานควบคุมและอาคารควบคุมตามพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535<br />
2. โรงงานอุตสาหกรรมและอาคารขนาดกลางและขนาดย่อมที่ไม่ได้อยู่ในข่ายควบคุมตาม พระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535<br />
3. เจ้าของหรือผู้บริหารของสถานประกอบการ ผู้รับผิดชอบด้านพลังงานตามพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานพ.ศ. 2535 (ผชร./ผชอ.) และเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบงานด้าน พลังงานของสถานประกอบการ<br />
4. หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่มีบทบาทในการให้การส่งเสริมและสนับสนุนงานด้านการอนุรักษ์พลังงานและการพัฒนาพลังงานทดแทน<br />
5. ผู้ผลิตและผู้พัฒนาพลังงานทดแทน <br />
 </p>
<p>ประเภทการประกวด <br />
<span style="color: #339966"><strong>Thailand Energy Awards 2011</strong></span> แบ่งการประกวดออกเป็น 5 ด้าน ดังนี้</p>
<p><span style="color: #ff0000">ด้านที่ 1 พลังงานทดแทน แบ่งการประกวดออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่</span></p>
<p>1. โครงการพลังงานหมุนเวียนที่เชื่อมโยงกับระบบสายส่งไฟฟ้า (ON-GRID)<br />
ได้แก่ โครงการที่มีการพัฒนาการใช้พลังงานหมุนเวียน อาทิ พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานจากแหล่งชีวมวล มาผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายและมีการเชื่อมต่อเข้ากับระบบสายส่ง (Power Grid) ของหน่วยงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิต</p>
<p>2. โครงการพลังงานหมุนเวียนที่ไม่เชื่อมโยงกับระบบสายส่งไฟฟ้า (OFF-GRID)<br />
ได้แก่ โครงการที่มีการพัฒนาการใช้พลังงานหมุนเวียน อาทิ พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานจากแหล่งชีวมวล มาผลิตกระแสไฟฟ้าใช้เองในกิจการโดยไม่มีการเชื่อมต่อเข้ากับระบบสายส่ง (Power Grid) ของหน่วยงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิต</p>
<p>3. โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมจากชีวมวล (BIOMASS CO-GENERATION POWER PLANT) ได้แก่ โครงการประเภทโรงไฟฟ้าความร้อนร่วมที่ผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวล อาทิ แกลบ ชานอ้อย ฟืน และวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรอื่นๆ</p>
<p><span style="color: #ff0000">ด้านที่ 2 การอนุรักษ์พลังงาน แบ่งการประกวดออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่</span></p>
<p>1. ประเภทโรงงาน แบ่งออกเป็น 2 ประเภทย่อย ดังนี้<br />
1.1 โรงงานควบคุม ได้แก่ โรงงานภายใต้พระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535 (ติดตั้งหม้อแปลงไฟฟ้า ตั้งแต่ 1,175 kVA หรือ มีขนาดมาตรวัดไฟฟ้าตั้งแต่ 1,000 กิโลวัตต์ หรือใช้พลังงานรวมกันในรอบหนึ่งปี ตั้งแต่ 20 ล้านเมกกะจูล)<br />
1.2 โรงงานนอกข่ายควบคุม ได้แก่ โรงงานอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมที่ไม่ได้อยู่ในข่ายควบคุมตามพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535</p>
<p>2. ประเภทอาคาร แบ่งออกเป็น 4 ประเภทย่อย ดังนี้<br />
2.1 อาคารควบคุม ได้แก่ อาคารภายใต้พระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535 (ติดตั้งหม้อแปลงไฟฟ้าตั้งแต่ 1,175 kVA หรือ มีขนาดมาตรวัดไฟฟ้าตั้งแต่ 1,000 กิโลวัตต์ หรือใช้พลังงานรวมกันในรอบหนึ่งปี ตั้งแต่ 20 ล้านเมกกะจูล)<br />
2.2 อาคารนอกข่ายควบคุม ได้แก่ อาคารขนาดกลางและขนาดย่อมที่ไม่ได้อยู่ในข่ายควบคุมตามพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535<br />
2.3 อาคารสร้างสรรค์เพื่อการอนุรักษ์พลังงาน แบ่งเป็น 4 ประเภท ดังนี้<br />
2.3.1 อาคารใหม่ (New and Existing Building) ได้แก่ อาคารที่มีอายุการใช้งานไม่ต่ำกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 5 ปี และมีการออกแบบอาคารที่คำนึงถึงหลักการอนุรักษ์พลังงาน<br />
2.3.2 อาคารที่ปรับปรุงเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน (Retrofitted Building) ได้แก่ อาคารที่มีอายุการใช้งานไม่ต่ำกว่า 5 ปี และมีการปรับปรุงเพื่อการอนุรักษ์พลังงานโดยมีผลการอนุรักษ์พลังงานไม่ต่ำกว่า 20%<br />
2.3.3 อาคารออกแบบตามภูมิอากาศร้อนชื้น (Tropical Building) ได้แก่ อาคารที่ออกแบบโดยคำนึงถึงความเหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศแบบร้อนชื้น โดยมีพื้นที่ปรับอากาศไม่เกิน 50% ของพื้นที่ใช้สอย ทั้งหมด (ไม่รวมพื้นที่จอดรถ)<br />
2.3.4 อาคารสีเขียว (Green Building) ได้แก่<br />
2.4 บ้านที่อยู่อาศัย ได้แก่ บ้านพักอาศัยที่ดำเนินการอนุรักษ์พลังงาน                                        3. ประเภทขนส่ง</p>
<p><span style="color: #ff0000">ด้านที่ 3 ประเภทบุคลากร แบ่งออกเป็น 4 ประเภทย่อย ได้แก่</span></p>
<p>1. ประเภทผู้บริหาร ได้แก่ เจ้าของหรือผู้บริหารสูงสุดของโรงงาน / อาคาร<br />
2. ผู้รับผิดชอบด้านพลังงานตามพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535 (ผชร. และ ผชอ.) ได้แก่ ผู้รับผิดชอบประจำอาคารควบคุม/โรงงานควบคุมตามพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535<br />
3. ผู้ปฏิบัติการด้านพลังงานของอาคาร/โรงงานนอกข่ายควบคุม ได้แก่ เจ้าหน้าที่ของสถาน<br />
ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมที่ไม่ได้อยู่ในข่ายควบคุมตามพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ.2535 ซึ่งรับผิดชอบงานด้านอนุรักษ์พลังงานของสถานประกอบการ<br />
4. ประเภททีมงานด้านพลังงาน ได้แก่ ทีมงานด้านพลังงานในโรงงานหรืออาคารทั้งที่เป็นโรงงาน/อาคารควบคุม และโรงงาน/อาคารนอกข่ายควบคุม</p>
<p><span style="color: #ff0000">ด้านที่ 4 โครงการพลังงานสร้างสรรค์<br />
</span>ได้แก่ งานศึกษา การวิจัย หรือการประดิษฐ์คิดค้น สิ่งประดิษฐ์ ใหม่ๆ หรือการพัฒนา/ปรับปรุงการนำเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้วมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในด้านการอนุรักษ์พลังงานหรือการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน หรือการพัฒนาด้านพลังงานทดแทน</p>
<p><span style="color: #ff0000">ด้านที่ 5 ผู้ส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน<br />
</span>ได้แก่ หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่ส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานหรือพลังงานทดแทน และมีบทบาทที่ชัดเจนในการให้การส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมทั้งทางด้านอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนแก่หน่วยงานอื่นๆ ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม ทั้งนี้ ประเภทของหน่วยงานที่เข้าข่ายได้รับการพิจารณาได้แก่ สถาบันการศึกษา สมาคม/องค์กร/หน่วยงาน สื่อโทรทัศน์/วิทยุ หนังสือพิมพ์ และนิตยสาร เป็นต้น</p>
<p> <br />
<span style="color: #ff0000">คณะกรรมการตัดสิน<br />
</span>สำหรับการพิจารณาตัดสินการประกวดทั้งด้านอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน จะมีการจัดตั้งคณะกรรมการตัดสินการประกวด7 คณะ ได้แก่ 1) ประเภทด้านพลังงานทดแทน 2) ประเภทโรงงาน 3) ประเภทอาคาร 4) ประเภทบุคลากร 5) ประเภทโครงการพลังงาน<br />
สร้างสรรค์ 6) ประเภทผู้ส่งเสริมด้านอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน (สถาบันการศึกษา สมาคม/องค์กร/ หน่วยงาน) 7) ประเภทผู้ส่งเสริมด้านอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทน (โทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร) ซึ่งจะประกอบไปด้วย</p>
<p>• ผู้ทรงคุณวุฒิหรือนักวิชาการจากสถาบันการศึกษา<br />
• ผู้แทนจากองค์กรหรือสมาคมวิชาชีพต่างๆ<br />
• ผู้แทนจาก พพ. <br />
 <br />
<span style="color: #ff0000">รางวัลสำหรับผู้ชนะการประกวด<br />
</span>• โล่เกียรติยศจาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี<br />
• เข็มกลัดเกียรติยศ<br />
• ป้ายประกาศเกียรติคุณ<br />
• ประกาศเกียรติคุณผ่านสื่อและโครงการด้านประชาสัมพันธ์ของ พพ. <br />
   <br />
<span style="color: #339966"><span style="text-decoration: underline">**สำหรับผู้ที่ชนะการประกวดจะได้รับการคัดเลือก เป็นตัวแทนของประเทศไทย<br />
เข้าประกวดในโครงการดีเด่นด้านอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนในระดับอาเซียน**</span></span></p>
<p><span style="color: #000000">ที่มา http://www.energy-awards.com/</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.greenbizthai.com/2011/02/thailand-energy-awards-2011/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เปลี่ยนหลอดT8เป็นT5 ช่วยโลก ช่วยชาติ ช่วยคุณ</title>
		<link>http://www.greenbizthai.com/2010/10/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%94t8%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99t5-%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%82%e0%b8%a5/</link>
		<comments>http://www.greenbizthai.com/2010/10/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%94t8%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99t5-%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%82%e0%b8%a5/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 02 Oct 2010 00:00:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator>eakachai</dc:creator>
				<category><![CDATA[Green Business]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้่อม]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการ “กรีน แลมป์”]]></category>
		<category><![CDATA[green]]></category>
		<category><![CDATA[T5]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวะโลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[รักษ์โลก]]></category>
		<category><![CDATA[รีไซเคิลหลอดไฟ]]></category>
		<category><![CDATA[ลดโลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[หลอดT5]]></category>
		<category><![CDATA[หลอดฟลูออเรสเซนต์]]></category>
		<category><![CDATA[โลกร้อน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.greenbizthai.com/?p=311</guid>
		<description><![CDATA[ ปกติตามหน่วยงานต่างๆหรือที่อยู่อาศัย มีการใช้หลอดไฟเป็นจำนวนมาก ซึ่งที่ใช้กันอยู่ทั่วไปก็สามารถแยกได้เป็น หลอดประหยัดไฟหรือหลอดตะเกียบ และหลอดฟลูออเรสเซนต์ โดยที่ความต้องการด้านความสว่างหลอดไฟก็ขึ้นอยู่ตามความต้องการของแต่ละหน่วยงาน ยิ่งถ้าต้องการความสว่างมากก็ต้องใช้หลอดไฟที่มีกำลังไฟมากซึ่งต้องทำให้เพิ่มค่าใช้ใช้ในส่วนของค่าไฟมากขึ้นตามไปด้วย
หลอดฟลูออเรสเซนต์ที่ใช้กันอยู่โดยทั่วไปก็จะมีอยู่ 2 ขนาด คือ หลอดฟลูออเรสเซนต์( T8 )ขนาด 18 วัตต์ และ 36 วัตต์ โดยทั้งสองขนาดนี้ใช้งานร่วมกับบัลลาสต์ขดลวดหรือบัลลาสต์อิเล็คทรอนิกส์ ถ้ารวมกำลังไฟที่ใช้งานแล้ว 18 วัตต์ จะใช้กำลังไฟอยู่ที่ 28 วัตต์ และ 36 วัตต์ จะใช้กำลังไฟอยู่ที่ 46 วัตต์ โดยประมาณ

ปัจจุบันได้มีการผลิตหลอดฟลูออเรสเซนต์ประหยัดไฟ( T5 )ที่มีขนาดเล็กกว่าหลอดฟลูออเรสเซนต์ T8 ซึ่งหลอด T5 นี้จะใช้กำลังไฟน้อยกว่าหลอด T8 แต่ให้ค่าความสว่างเท่าเดิม ซึ่งหลอด T5 สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในส่วนของค่าไฟลงประมาณ 30% เช่น ถ้าหน่วยงานมีการใช้หลอดฟลูออเรสเซนต์ T8 ขนาด 36 วัตต์ อยู่จำนวน 100 หลอด โดยใช้งาน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.greenbizthai.com/wp-content/uploads/2010/10/IMG0480A.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-312" style="margin: 3px 5px;" src="http://www.greenbizthai.com/wp-content/uploads/2010/10/IMG0480A-225x300.jpg" alt="" width="150" height="146" /></a> ปกติตามหน่วยงานต่างๆหรือที่อยู่อาศัย มีการใช้หลอดไฟเป็นจำนวนมาก ซึ่งที่ใช้กันอยู่ทั่วไปก็สามารถแยกได้เป็น หลอดประหยัดไฟหรือหลอดตะเกียบ และหลอดฟลูออเรสเซนต์ โดยที่ความต้องการด้านความสว่างหลอดไฟก็ขึ้นอยู่ตามความต้องการของแต่ละหน่วยงาน ยิ่งถ้าต้องการความสว่างมากก็ต้องใช้หลอดไฟที่มีกำลังไฟมากซึ่งต้องทำให้เพิ่มค่าใช้ใช้ในส่วนของค่าไฟมากขึ้นตามไปด้วย</p>
<p>หลอดฟลูออเรสเซนต์ที่ใช้กันอยู่โดยทั่วไปก็จะมีอยู่ 2 ขนาด คือ หลอดฟลูออเรสเซนต์( T8 )ขนาด 18 วัตต์ และ 36 วัตต์ โดยทั้งสองขนาดนี้ใช้งานร่วมกับบัลลาสต์ขดลวดหรือบัลลาสต์อิเล็คทรอนิกส์ ถ้ารวมกำลังไฟที่ใช้งานแล้ว 18 วัตต์ จะใช้กำลังไฟอยู่ที่ 28 วัตต์ และ 36 วัตต์ จะใช้กำลังไฟอยู่ที่ 46 วัตต์ โดยประมาณ</p>
<p><span id="more-311"></span></p>
<p>ปัจจุบันได้มีการผลิตหลอดฟลูออเรสเซนต์ประหยัดไฟ( T5 )ที่มีขนาดเล็กกว่าหลอดฟลูออเรสเซนต์ T8 ซึ่งหลอด T5 นี้จะใช้กำลังไฟน้อยกว่าหลอด T8 แต่ให้ค่าความสว่างเท่าเดิม ซึ่งหลอด T5 สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในส่วนของค่าไฟลงประมาณ 30% เช่น ถ้าหน่วยงานมีการใช้หลอดฟลูออเรสเซนต์ T8 ขนาด 36 วัตต์ อยู่จำนวน 100 หลอด โดยใช้งาน 8 ชั่วโมงต่อวัน 25 วันต่อเดือน ค่าไฟอยู่ที่ 3.50 บาทต่อหน่วย ก็ต้องเสียค่าไฟอยู่ที่ 38,640 บาทต่อปี แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นใช้หลอดฟลูออเรสเซนต์ประหยัดพลังงาน T5 ขนาด 28 วัตต์ จำนวนเท่ากัน จะเสียค่าไฟอยู่ที่ 27,048 บาทต่อปี เป็นต้น ซึ่งเห็นได้ว่าหลอดฟลูออเรสเซนต์ประหยัดพลังงาน T5 ช่วยลดการใช้กำลังไฟ ค่าไฟลงได้มากพอสมควรและยังช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้อีกด้วย</p>
<p>แต่เมื่อตามหน่วยงานมีโครงการที่จะเปลี่ยนหลอดฟลูออเรสเซนต์ T8 ไปเป็นหลอดฟลูออเรสเซนต์ T5 ก็มีคำถามว่า <span style="color: #ff0000;">หลอดฟลูออเรสเซนต์ T8เดิมจะทำอย่างไร ? </span></p>
<p><span style="color: #000000;"> ทางบริษัท เค.เอส.ควอลิตี้ กรุ๊ป จำกัด ได้ดำเนินโครงการที่เรียกว่า เก็บ แยก คืน ฟื้นชีวิตให้ส่งแวดล้อม &#8221; GREEN LAMP &#8221; เป็นการนำหลอดเก่าไปรีไซเคิลให้ฟรีเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่เข้าร่วมโครงการโดยสามารถติดต่อได้ตามเว็ปไซด์นี้ หรือโทร 08-6335-6471</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.greenbizthai.com/2010/10/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%94t8%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%87%e0%b8%99t5-%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%82%e0%b8%a5/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ตั้งธนาคารใบไม้นำผลิตปุ๋ยหมัก ชุมชนเงินสะพัด-ลดหมอกควัน</title>
		<link>http://www.greenbizthai.com/2010/09/%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%98%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%9a%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%b3%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%9b/</link>
		<comments>http://www.greenbizthai.com/2010/09/%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%98%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%9a%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%b3%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%9b/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 30 Sep 2010 00:00:27 +0000</pubDate>
		<dc:creator>eakachai</dc:creator>
				<category><![CDATA[Green Business]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้่อม]]></category>
		<category><![CDATA[green]]></category>
		<category><![CDATA[greenbusiness]]></category>
		<category><![CDATA[การกำจัดขยะ]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะ]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวะโลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[ลดโลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[โลกร้อน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.greenbizthai.com/?p=304</guid>
		<description><![CDATA[  จากเดิมทีชาวบ้านส่วนใหญ่ใน อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ ยึดอาชีพด้านการเกษตรที่ต้องพึ่งพาสารเคมี ทั้งปุ๋ย และยากำจัดศัตรูพืช ส่วนใบไม้มักจะเผาทิ้ง ทำให้เกิดหมอกควัน และส่งผลให้เกิดภาวะโลกร้อน แต่ปัจจุบันหลังจาก &#8220;คำมูล เมืองใจ&#8221; หรือ &#8220;พ่อหลวงคำมูล&#8221; ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 5 บ้านดง ต.แม่ทะลบ อ.ไชยปราการ ดำเนินโครงการธนาคารใบไม้แล้ว เพื่อนำใบไม้ไปผลิตปุ๋ยหมัก นอกจากจะสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนแล้ว ยังสามารถลดหมอกควันได้เป็นอย่างดี
คำมูล บอกว่า ยึดอาชีพเกษตรกรปลูกมันฝรั่ง และรวบรวมผลผลิตมันฝรั่งของลูกบ้านโรงงานมากว่า 12 ปี ทั้งตนและลูกบ้านทำเกษตรที่ต้องพึ่งพาสารเคมีมาตลอด ทำให้ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่ผลผลิตตกต่ำ กระทั่งเดือนมีนาคม 2552 ได้ฟังนโยบายและแนวคิดในการทำโครงการธนาคารใบไม้ของ โชคดี อมรวัฒน์ นายอำเภอไชยปราการ ซึ่งถือเป็น 1 ใน 4 ของบุคคลต้นแบบที่มีผลงานดีเด่นระดับภาค ตามโครงการนายอำเภอของประชาชนระดับภาค ประจำปี 2552 รู้สึกว่าเป็นโครงการที่มีประโยชน์มาก เพราะเป็นการปลุกสร้างจิตสำนึกไม่ให้คนเผาใบไม้ และหาวิธีการนำใบให้เกิดประโยชน์
&#8220;โครงการธนาคารใบไม้ ถือเป็นการสอดคล้องกับโครงการปุ๋ยชีวภาพ 44 หมู่บ้านที่เราทำกันอยู่แล้ว และเรากำลังประสบปัญหาวัตถุดิบที่จะมาผสมปุ๋ยชีวภาพขาดแคลน จึงมองว่าใบไม้นี่แหละคือวัตถุดิบชั้นดี [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.greenbizthai.com/wp-content/uploads/2010/09/30-9-2553-15-46-16.jpg"><img class="alignleft" style="border: 1px solid black; margin: 10px;" src="http://www.greenbizthai.com/wp-content/uploads/2010/09/30-9-2553-15-46-16-300x226.jpg" alt="" width="125" height="125" /></a> <a href="http://www.greenbizthai.com/wp-content/uploads/2010/09/30-9-2553-15-46-16.jpg"></a> จากเดิมทีชาวบ้านส่วนใหญ่ใน อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ ยึดอาชีพด้านการเกษตรที่ต้องพึ่งพาสารเคมี ทั้งปุ๋ย และยากำจัดศัตรูพืช ส่วนใบไม้มักจะเผาทิ้ง ทำให้เกิดหมอกควัน และส่งผลให้เกิดภาวะโลกร้อน แต่ปัจจุบันหลังจาก &#8220;คำมูล เมืองใจ&#8221; หรือ &#8220;พ่อหลวงคำมูล&#8221; ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 5 บ้านดง ต.แม่ทะลบ อ.ไชยปราการ ดำเนินโครงการธนาคารใบไม้แล้ว เพื่อนำใบไม้ไปผลิตปุ๋ยหมัก นอกจากจะสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนแล้ว ยังสามารถลดหมอกควันได้เป็นอย่างดี<br />
<span id="more-304"></span>คำมูล บอกว่า ยึดอาชีพเกษตรกรปลูกมันฝรั่ง และรวบรวมผลผลิตมันฝรั่งของลูกบ้านโรงงานมากว่า 12 ปี ทั้งตนและลูกบ้านทำเกษตรที่ต้องพึ่งพาสารเคมีมาตลอด ทำให้ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่ผลผลิตตกต่ำ กระทั่งเดือนมีนาคม 2552 ได้ฟังนโยบายและแนวคิดในการทำโครงการธนาคารใบไม้ของ โชคดี อมรวัฒน์ นายอำเภอไชยปราการ ซึ่งถือเป็น 1 ใน 4 ของบุคคลต้นแบบที่มีผลงานดีเด่นระดับภาค ตามโครงการนายอำเภอของประชาชนระดับภาค ประจำปี 2552 รู้สึกว่าเป็นโครงการที่มีประโยชน์มาก เพราะเป็นการปลุกสร้างจิตสำนึกไม่ให้คนเผาใบไม้ และหาวิธีการนำใบให้เกิดประโยชน์</p>
<p>&#8220;โครงการธนาคารใบไม้ ถือเป็นการสอดคล้องกับโครงการปุ๋ยชีวภาพ 44 หมู่บ้านที่เราทำกันอยู่แล้ว และเรากำลังประสบปัญหาวัตถุดิบที่จะมาผสมปุ๋ยชีวภาพขาดแคลน จึงมองว่าใบไม้นี่แหละคือวัตถุดิบชั้นดี ผมจึงเรียกประชุมคณะกรรมการชุมชนอย่างเร่งด่วน เราตกลงกันว่าจะจัดตั้งธนาคารใบไม้ในชุมชนขึ้นมาที่หมู่ 5 บ้านดง ต.แม่ทะลบ เราถือฤกษ์วันที่ 12 เมษายน 2552 เป็นวันแรกที่เรารับซื้อใบไม้จากคนในชุมชน โดยนำเงินจากโครงการเอสเอ็มอีที่เหลือราว 3 หมื่นบาท มาเป็นทุนรับซื้อใบไม้ เพื่อนำเป็นวัตถุดิบในการทำปุ๋ยในราคากระสอบละประมาณ 7 กก.ในราคา 5 บาท&#8221; คำมูล กล่าว<br />
<a href="http://www.greenbizthai.com/wp-content/uploads/2010/09/30-9-2553-15-45-31.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-306" style="margin-left: 5px; margin-right: 5px;" src="http://www.greenbizthai.com/wp-content/uploads/2010/09/30-9-2553-15-45-31-300x239.jpg" alt="" width="300" height="239" /></a> พ่อหลวงคำมูล บอกอีกว่า ปกติชาวบ้านทิ้งใบไม้หรือไม่ก็เผากัน หลังจากตั้งธนาคารใบไม้ในหมู่บ้านแล้ว ทำให้ชาวบ้านรวมมือเป็นอย่างดี ทุกวันนี้จึงมีการผลิตปุ๋ยหมักที่ใช้ใบไม้เป็นส่วนผสมด้วยวิธีการทำปุ๋ยหมัก คือ นำใบไม้ไปบ่มกับมูลโค-กระบือ ในอัตราส่วนผสมมูลโค-กระบือ 300 กก. และใช้สารเร่งพด.1 ประมาณ 1,000 กก. ใบไม้ 1,000 กก. ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) 5 กก. หมักไว้ 3 เดือน แล้วนำเข้าเครื่องสับบด จากนั้นให้หมอดินอาสาตรวจสอบดูว่าธาตุอาหารในปุ๋ยที่ผลิตออกมาได้ครบถ้วนหรือไม่<br />
ต้นทุนการผลิตปุ๋ยหมักจากใบไม้รวมค่าแรงด้วย ตกราคา กก.ละ 3 บาท นำไปจำหน่ายให้เกษตรกรในราคา กก.ละ 6 บาท ทำให้ชุมชนเรามีเงินหมุนเวียนเป็นค่าใช้จ่ายในกลุ่ม และนำกำไรไปใช้ในการพัฒนาหมู่บ้านโดยไม่ต้องรบกวนชาวบ้านเหมือนสมัยก่อน นอกจากนี้ ทุกวันนี้มีชาวบ้านในชุมชนมีรายได้เสริมจากการจัดหาใบไม้เป็นวัตถุดิบมาให้โรงปุ๋ย และสามารถซื้อปุ๋ยในราคาถูกด้วย และที่สำคัญ ใบไม้ที่ไร้ค่ากลายมาเป็นของมีค่าที่พี่น้องชาวบ้านดงต่างหวงแหน ส่งผลให้ตอนนี้กว่าร้อยละ 90 ชาวบ้านไม่มีการเผาขยะอีกแล้ว<br />
<span style="color: #339966;"><em> &#8220;บางคนไม่เข้าใจ จึงมีคำถามว่า ทำไมการเผาใบไม้ไปเกี่ยวอะไรกับโลกร้อน ก็อธิบายว่า การเผาใบไม้ 1 กอง จะเกิดควัน และในควันไฟจะมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นไปอยู่บนชั้นบรรยากาศ ทำให้เกิดภาวะเรือนกระจก กั้นไม่ให้ความร้อนขึ้นไปบนชั้นบรรยากาศได้ ก็จะทำให้ความร้อนกลับมาสู่โลกที่เราอยู่ร้อนขึ้น และจะทำให้ผลผลิตทางการเกษตรเสียหาย เกิดโรคระบาด ชาวบ้านจึงเข้าใจและให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี&#8221; </em></span>คำมูลกล่าว<br />
โครงการธนาคารขยะ นอกจากที่สร้างรายได้ นำไปพัฒนาหมู่บ้านแล้ว สิ่งที่เห็นได้ชัดใน อ.ไชยปราการปัจจุบัน ปัญหาหมอกควันลดลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้เมืองน่าอยู่มากขึ้นนั่นเอง<br />
ที่มา : www.komchadluek.net/</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.greenbizthai.com/2010/09/%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%98%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%9a%e0%b9%84%e0%b8%a1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%b3%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%9b/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
<enclosure url="http://www.greenbizthai.com/wp-content/uploads/2010/09/Mozart-Carmina-Burana-O-Fortuna.mp3" length="5104408" type="audio/mpeg" />
		</item>
		<item>
		<title>นักวิทยาศาสตร์เผยอีก7ปีภาคกลางจมใต้น้ำ</title>
		<link>http://www.greenbizthai.com/2010/09/%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%9c%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b8%817%e0%b8%9b%e0%b8%b5/</link>
		<comments>http://www.greenbizthai.com/2010/09/%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%9c%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b8%817%e0%b8%9b%e0%b8%b5/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 18 Sep 2010 00:00:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>eakachai</dc:creator>
				<category><![CDATA[Green Business]]></category>
		<category><![CDATA[green]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวะโลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[รักษาสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[รักษ์โลก]]></category>
		<category><![CDATA[ลดโลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[โลกร้อน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.greenbizthai.com/?p=294</guid>
		<description><![CDATA[ อดีตนักวิทยาศาสตร์องค์การนาซ่า ระบุ โลกร้อนส่งผลกระทบ ให้เกิดการเปลี่ยนเเปลง ในอีก 7 ปีข้างหน้า ภาคกลางของประเทศไทย จะจมอยู่ใต้น้ำ
ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา อดีตนักวิทยาศาสตร์จากองค์การนาซ่า และผู้เชี่ยวชาญด้านภาวะโลกร้อนระบุ ภาวะโลกร้อน จะส่งผลกระทบให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลก ในอีก 7 ปีข้างหน้า โดยบรรยายเรื่องโลกร้อน ผลกระทบชาวเชียงใหม่ ที่โรงเรียนพายัพเทคโนโลยีและบริหารธุรกิจ ดร.อาจอง กล่าวว่า ปัญหาโลกร้อน ทำให้ปริมาณน้ำแข็งละลาย และไหลลงสู่ทะเลและมหาสมุทร และส่งผลให้แกนขั้วโลก มีการเปลี่ยนแปลงและเปลือกโลกเริ่มเคลื่อนไหวมากขึ้น ทำให้หลายประเทศ รวมถึงภาคกลางของประเทศไทย จมอยู่ใต้น้ำจะเกิดสึนามิทางอ่าวไทย ที่ไม่เคยเกิดขึ้น ขณะที่ภาคเหนือของไทย จะเกิดแผ่นดินไหวรุนแรง และบ่อยครั้งมากขึ้น โดยเฉพาะบริเวณรอยเลื่อนของเปลือกโลก แต่ความรุนแรงอาจไม่เกิน 6 ริกเตอร์ ซึ่งถ้าเราต้องการลดภาวะโลกร้อน ต้องหันมาช่วยเหลือกันมากขึ้น ลดการบริโภคนิยม และหันมาใช้ชีวิตอย่างพอเพียง เพื่อลดการใช้ทรัพยากรที่ฟุ่มเฟือย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อโลกในที่สุด

ที่มา : http://www.innnews.co.th/
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.greenbizthai.com/wp-content/uploads/2010/09/ดร.อาจอง.jpg"><img class="alignleft size-thumbnail wp-image-295" style="margin: 3px 5px;" src="http://www.greenbizthai.com/wp-content/uploads/2010/09/.อาจอง-e1284773363497-150x150.jpg" alt="" width="150" height="150" /></a> อดีตนักวิทยาศาสตร์องค์การนาซ่า ระบุ โลกร้อนส่งผลกระทบ ให้เกิดการเปลี่ยนเเปลง ในอีก 7 ปีข้างหน้า ภาคกลางของประเทศไทย จะจมอยู่ใต้น้ำ</p>
<p>ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา อดีตนักวิทยาศาสตร์จากองค์การนาซ่า และผู้เชี่ยวชาญด้านภาวะโลกร้อนระบุ ภาวะโลกร้อน จะส่งผลกระทบให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลก ในอีก 7 ปีข้างหน้า โดยบรรยายเรื่องโลกร้อน ผลกระทบชาวเชียงใหม่ ที่โรงเรียนพายัพเทคโนโลยีและบริหารธุรกิจ ดร.อาจอง กล่าวว่า ปัญหาโลกร้อน ทำให้ปริมาณน้ำแข็งละลาย <span id="more-294"></span>และไหลลงสู่ทะเลและมหาสมุทร และส่งผลให้แกนขั้วโลก มีการเปลี่ยนแปลงและเปลือกโลกเริ่มเคลื่อนไหวมากขึ้น ทำให้หลายประเทศ รวมถึงภาคกลางของประเทศไทย จมอยู่ใต้น้ำจะเกิดสึนามิทางอ่าวไทย ที่ไม่เคยเกิดขึ้น ขณะที่ภาคเหนือของไทย จะเกิดแผ่นดินไหวรุนแรง และบ่อยครั้งมากขึ้น โดยเฉพาะบริเวณรอยเลื่อนของเปลือกโลก แต่ความรุนแรงอาจไม่เกิน 6 ริกเตอร์ ซึ่งถ้าเราต้องการลดภาวะโลกร้อน ต้องหันมาช่วยเหลือกันมากขึ้น ลดการบริโภคนิยม และหันมาใช้ชีวิตอย่างพอเพียง เพื่อลดการใช้ทรัพยากรที่ฟุ่มเฟือย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อโลกในที่สุด</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.greenbizthai.com/wp-content/uploads/2010/09/น้ำท่วม1.jpg"><img class="size-medium wp-image-296  aligncenter" src="http://www.greenbizthai.com/wp-content/uploads/2010/09/1-e1284773666397-300x205.jpg" alt="" width="300" height="205" /></a></p>
<p>ที่มา : http://www.innnews.co.th/</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.greenbizthai.com/2010/09/%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b9%80%e0%b8%9c%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b8%817%e0%b8%9b%e0%b8%b5/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>นวัตกรรมรีไซเคิลกระดาษลามิเนต</title>
		<link>http://www.greenbizthai.com/2010/09/%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%8b%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a9/</link>
		<comments>http://www.greenbizthai.com/2010/09/%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%8b%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a9/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 16 Sep 2010 00:00:22 +0000</pubDate>
		<dc:creator>eakachai</dc:creator>
				<category><![CDATA[Green Business]]></category>
		<category><![CDATA[green]]></category>
		<category><![CDATA[T5]]></category>
		<category><![CDATA[ขยะอันตราย]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวะโลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[รีไซเคิล]]></category>
		<category><![CDATA[รีไซเคิลหลอดไฟ]]></category>
		<category><![CDATA[ลดโลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[หลอดT5]]></category>
		<category><![CDATA[หลอดประหยัดไฟ]]></category>
		<category><![CDATA[หลอดโตชิบา]]></category>
		<category><![CDATA[หลอดไฟ]]></category>
		<category><![CDATA[โลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[ไฟฟ้า]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.greenbizthai.com/?p=289</guid>
		<description><![CDATA[
ร่วมแสดงความยินดีกับบริษัท เฟล็กโซ่รีเสิร์ชกรุ๊ป บริษัทเอสเอ็มอีไทย  1 ใน 31 บริษัทที่ได้รับเลือกให้เป็น หนึ่งในผู้บุกเบิกเทคโนโลยีในระดับนานาชาติประจำปี ค.ศ. 2011 หรือ Technology Pioneers 2011 ในสาขาเทคโนโลยีพลังงานและสิ่งแวดล้อม จาก เวิลด์     อิโคโนมี่ ฟอรัม (World Economic Forum) จากผลงานสุดยอดนวัตกรรมหนึ่งเดียวในโลก “เอนไซม์สูตรพิเศษสำหรับรีไซเคิลเศษกระดาษลามิเนต”

นายไพจิตร แสงไชย ซีอีโอและผู้ก่อตั้งบริษัท เฟล็กโซ่รีเสิร์ช กรุ๊ป จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทตั้งอยู่ในอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัจจัยหลักที่ทำให้บริษัทฯ ได้รับรางวัลดังกล่าว เนื่องจากเป็นนวัตกรรมใหม่ซึ่งไม่มีใครทำได้มาก่อน   โดยเป็นนวัตกรรมที่ช่วยแก้ปัญหาการรีไซเคิลเศษกระดาษลามิเนต เช่น กระดาษเคลือบกันความชื้น สำหรับห่อของ และ กระดาษหลังสติก เกอร์ ที่ทำได้ยาก เนื่องจากไม่สามารถแยกกระดาษออกจากวัสดุลามิเนต ได้อย่างมีประสิทธิ ภาพ ทำให้ต้องนำไปเผาทำลายก่อให้เกิดมลพิษ และส่งผลต่อสุขภาพ
ขณะเดียวกันหากจะกำจัดอย่างถูกต้อง จะต้องดำเนินการโดยบริษัทผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ซึ่งมีต้นทุนในการกำจัดสูงถึงตันละ 1,000-2,500 บาท ทำให้ปริมาณขยะเศษวัสดุลามิเนตสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ  บริษัทเฟล็กโซ่รีเสิร์ช จึงคิดค้นเอน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.greenbizthai.com/wp-content/uploads/2010/09/นวัตกรรมรีไซเคิลกระดาษ.jpg"><img class="size-medium wp-image-290 alignleft" style="margin: 5px;" src="http://www.greenbizthai.com/wp-content/uploads/2010/09/-e1284627625560-300x213.jpg" alt="" width="125" height="125" /></a></p>
<p>ร่วมแสดงความยินดีกับบริษัท เฟล็กโซ่รีเสิร์ชกรุ๊ป บริษัทเอสเอ็มอีไทย  1 ใน 31 บริษัทที่ได้รับเลือกให้เป็น หนึ่งในผู้บุกเบิกเทคโนโลยีในระดับนานาชาติประจำปี ค.ศ. 2011 หรือ Technology Pioneers 2011 ในสาขาเทคโนโลยีพลังงานและสิ่งแวดล้อม จาก เวิลด์     อิโคโนมี่ ฟอรัม (World Economic Forum) จากผลงานสุดยอดนวัตกรรมหนึ่งเดียวในโลก “เอนไซม์สูตรพิเศษสำหรับรีไซเคิลเศษกระดาษลามิเนต”<br />
<span id="more-289"></span></p>
<p>นายไพจิตร แสงไชย ซีอีโอและผู้ก่อตั้งบริษัท เฟล็กโซ่รีเสิร์ช กรุ๊ป จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทตั้งอยู่ในอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัจจัยหลักที่ทำให้บริษัทฯ ได้รับรางวัลดังกล่าว เนื่องจากเป็นนวัตกรรมใหม่ซึ่งไม่มีใครทำได้มาก่อน   โดยเป็นนวัตกรรมที่ช่วยแก้ปัญหาการรีไซเคิลเศษกระดาษลามิเนต เช่น กระดาษเคลือบกันความชื้น สำหรับห่อของ และ กระดาษหลังสติก เกอร์ ที่ทำได้ยาก เนื่องจากไม่สามารถแยกกระดาษออกจากวัสดุลามิเนต ได้อย่างมีประสิทธิ ภาพ ทำให้ต้องนำไปเผาทำลายก่อให้เกิดมลพิษ และส่งผลต่อสุขภาพ<br />
ขณะเดียวกันหากจะกำจัดอย่างถูกต้อง จะต้องดำเนินการโดยบริษัทผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ซึ่งมีต้นทุนในการกำจัดสูงถึงตันละ 1,000-2,500 บาท ทำให้ปริมาณขยะเศษวัสดุลามิเนตสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ  บริษัทเฟล็กโซ่รีเสิร์ช จึงคิดค้นเอน ไซม์สูตรพิเศษขึ้นเป็นครั้งแรกของโลกเพื่อแยกกระดาษและวัสดุลามิเนตออกจากกัน เพื่อให้นำวัสดุเหลือใช้เหล่านี้กลับมาใช้งานได้ใหม่ในรูปเยื่อกระดาษจากการรีไซเคิลเศษกระดาษลามิเนตโดยมีราคาต่ำกว่าการใช้เยื่อกระดาษใหม่ถึง 30% ทำให้ผู้ที่มีเศษกระดาษลามิเนตไม่ต้องนำไปกำจัดด้วยวิธีผิดกฎหมาย<br />
นายไพจิตรกล่าวอีกว่า นวัตกรรมดังกล่าวยังสามารถต่อยอดไปใช้เป็นวัสดุทดแทนใยหิน เสริมความแกร่งในวัสดุก่อสร้างประเภท ไฟเบอร์ซีเมนต์ โดยไม่ต้องเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง เนื่องจากเอนไซม์ดังกล่าวมีสูตรเฉพาะ ไม่ทำให้เยื่อกระดาษที่ได้เละจนเกินไป แต่เยื่อกระดาษที่รีไซเคิลมาได้นี้มีจำนวนเส้นใยที่มาก ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มีความยืดหยุ่นตัวสูง สามารถรับแรงกระแทกได้ดีขึ้น<br />
“ผมคิดว่าคนไทยเก่ง ๆ มีอยู่เยอะ   ถ้ามีความพยายาม กล้าเสี่ยง และได้รับการสนับสนุนและชี้แนะที่เหมาะสม ก็มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในระดับโลกได้    ดังเช่น ที่บริษัทฯ ได้รับโอกาสและความรู้จากหน่วยบ่มเพาะธุรกิจเทคโนโลยี ของอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ทำให้สามารถตีโจทย์ธุรกิจและมองหาช่องทางการตลาดได้ ถึงแม้โครงการบ่มเพาะธุรกิจฯ ที่ผมเข้าร่วมจะมีระยะเวลาเพียง 2 ปี แต่ผมเห็นว่ายังคงต้องพัฒนาและวิจัยอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ผมจึงตัดสินใจเช่าพื้นที่เพื่อทำวิจัยและพัฒนาในอุทยานวิทย์ฯ โดยจัดตั้งห้องปฏิบัติการในอาคาร  ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ หรือเอ็มเทค ทำให้บริษัทฯ ได้ทำงานใกล้ชิดกับนักวิจัยของศูนย์แห่งชาติ และรับทราบ    เทรนด์เทคโนโลยีใหม่ ๆ อยู่เสมอ”</p>
<p>ที่มา : http://www.dailynews.co.th/</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.greenbizthai.com/2010/09/%e0%b8%99%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%8b%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%b4%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a9/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อีก30ปีไทยร้อนขึ้น</title>
		<link>http://www.greenbizthai.com/2010/09/%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b8%8130%e0%b8%9b%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%b6%e0%b9%89%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://www.greenbizthai.com/2010/09/%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b8%8130%e0%b8%9b%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%b6%e0%b9%89%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 09 Sep 2010 00:00:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>eakachai</dc:creator>
				<category><![CDATA[สิ่งแวดล้่อม]]></category>
		<category><![CDATA[green]]></category>
		<category><![CDATA[greenbiz]]></category>
		<category><![CDATA[ธุรกิจสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวะโลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[รีไซเคิล]]></category>
		<category><![CDATA[รีไซเคิลหลอดไฟ]]></category>
		<category><![CDATA[ลดโลกร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[หลอดโตชิบา]]></category>
		<category><![CDATA[โลกร้อน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.greenbizthai.com/?p=270</guid>
		<description><![CDATA[ ชี้อีก30ปีไทยร้อนขึ้น&#8221;กทม.-ระยอง-เพชรบุรี-นราฯ&#8221;เสียงน้ำท่วม&#8221;อีสาน-ตะวันตก&#8221;แล้งจัด
ผศ.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์ วิจัยและฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ( SEA START RC ) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ 8 กันยายน กล่าวในเวทีวิชาการเรื่อง การคาดคะเนผลกระทบเชิงกายภาพของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อประเทศไทย ที่โรงแรมสยามซิตี้ว่า
 จากการวิเคราะห์แบบจำลองสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยในช่วงปี พ.ศ.2588 – 2608 ในขอบเขต 8 พื้นที่ตามลักษณะของสภาพทางธรณีวิทยาและภูมิประเทศ ตั้งแต่บริเวณเทือกเขาสูง ที่ราบลุ่มและชายฝั่งทะเล โดยใช้องค์ความรู้ที่มีอยู่ เช่น การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ปริมาณน้ำฝนและระดับน้ำทะเลในการศึกษา พบว่า อีก 30 ปีข้างหน้าอุณหภูมิเฉลี่ยของประเทศไทยจะสูงขึ้นอีก 3 – 4 องศาเซลเซียส โดยเฉพาะบริเวณเทือกเขาทางภาคเหนือจะมีอุณภูมิสูงขึ้นมากกว่าพื้นที่อื่น
 ทั้งนี้ยังพบว่าอุณหภูมิที่สูงขึ้นจะเกิดขึ้นในฤดูฝนและหนาว ส่งผลให้ในอนาคตฤดูร้อนกับฤดูหนาวของประเทศไทยจะไม่แตกต่างกันมากนัก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังเป็นปัจจัยเสริมให้เกิดโดมความร้อนที่รุนแรงขึ้นในเขตเมือง ในทุกช่วงเวลาทั้งกลางวัน กลางคืนและทุกฤดูกาล อันตรายที่เกิดจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นในหน้าร้อนจะเพิ่มขึ้นหากความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศสูง ส่งผลให้ระบบเมตาบอลิซึมในร่างกายล้มเหลวเป็นอันตรายถึงชีวิต คาดว่ามีผู้เสียชีวิตจากความร้อนเป็นจำนวนมาก
 ผศ.อานนท์ กล่าวอีกว่า จากแบบจำลองดังกล่าวยังคาดการณ์ว่าระดับน้ำทะเลจะเพิ่มสูงขึ้นถึง 14 – 15 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://www.greenbizthai.com/wp-content/uploads/2010/09/19_11_heat.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-271" style="margin: 3px 5px;" src="http://www.greenbizthai.com/wp-content/uploads/2010/09/19_11_heat-300x225.jpg" alt="" width="130" height="81" /></a> <span style="color: #ff0000;"><span style="text-decoration: underline;">ชี้อีก30ปีไทยร้อนขึ้น&#8221;กทม.-ระยอง-เพชรบุรี-นราฯ&#8221;เสียงน้ำท่วม&#8221;อีสาน-ตะวันตก&#8221;แล้งจัด</span></span><br />
ผศ.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์ วิจัยและฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ( SEA START RC ) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ 8 กันยายน กล่าวในเวทีวิชาการเรื่อง การคาดคะเนผลกระทบเชิงกายภาพของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อประเทศไทย ที่โรงแรมสยามซิตี้ว่า<br />
<a href="http://www.greenbizthai.com/wp-content/uploads/2010/09/แห้งแล้ง2.jpg"><img class="alignleft size-thumbnail wp-image-285" style="margin: 3px 5px;" src="http://www.greenbizthai.com/wp-content/uploads/2010/09/2-e1284012443514-150x150.jpg" alt="" width="125" height="125" /></a> จากการวิเคราะห์แบบจำลองสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยในช่วงปี พ.ศ.2588 – 2608 ในขอบเขต 8 พื้นที่ตามลักษณะของสภาพทางธรณีวิทยาและภูมิประเทศ ตั้งแต่บริเวณเทือกเขาสูง ที่ราบลุ่มและชายฝั่งทะเล โดยใช้องค์ความรู้ที่มีอยู่ เช่น การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ปริมาณน้ำฝนและระดับน้ำทะเลในการศึกษา พบว่า อีก 30 ปีข้างหน้าอุณหภูมิเฉลี่ยของประเทศไทยจะสูงขึ้นอีก 3 – 4 องศาเซลเซียส โดยเฉพาะบริเวณเทือกเขาทางภาคเหนือจะมีอุณภูมิสูงขึ้นมากกว่าพื้นที่อื่น<br />
<span id="more-270"></span><a href="http://www.greenbizthai.com/wp-content/uploads/2010/09/1-e1284011841513.jpg"><img class="alignleft size-thumbnail wp-image-272" style="margin: 3px 5px;" src="http://www.greenbizthai.com/wp-content/uploads/2010/09/1-e1284011841513-150x150.jpg" alt="" width="125" height="125" /></a> ทั้งนี้ยังพบว่าอุณหภูมิที่สูงขึ้นจะเกิดขึ้นในฤดูฝนและหนาว ส่งผลให้ในอนาคตฤดูร้อนกับฤดูหนาวของประเทศไทยจะไม่แตกต่างกันมากนัก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังเป็นปัจจัยเสริมให้เกิด<span style="color: #ff0000;">โดมความร้อนที่รุนแรงขึ้นในเขตเมือง ในทุกช่วงเวลาทั้งกลางวัน กลางคืนและทุกฤดูกาล</span> อันตรายที่เกิดจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นในหน้าร้อนจะเพิ่มขึ้นหากความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศสูง <span style="color: #ff0000;">ส่งผลให้ระบบเมตาบอลิซึมในร่างกายล้มเหลวเป็นอันตรายถึงชีวิต</span> คาดว่ามีผู้เสียชีวิตจากความร้อนเป็นจำนวนมาก<br />
<a href="http://www.greenbizthai.com/wp-content/uploads/2010/09/-e1284011790662.jpg"><img class="alignleft size-thumbnail wp-image-280" style="margin: 3px 5px;" src="http://www.greenbizthai.com/wp-content/uploads/2010/09/-e1284011790662-150x150.jpg" alt="" width="125" height="125" /></a> ผศ.อานนท์ กล่าวอีกว่า จากแบบจำลองดังกล่าวยังคาดการณ์ว่า<span style="color: #ff0000;">ระดับน้ำทะเลจะเพิ่มสูงขึ้นถึง 14 – 15 เซนติเมตร</span> จะทำให้ชายฝั่งบริเวณอ่าวไทยได้ผลรับผลกระทบเป็นอย่างมาก ชายฝั่งที่ประสบปัญหารุนแรง คือ กรุงเทพมหานครและบริเวณใกล้เคียงที่ตั้งอยู่ใกล้ปากแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก รวมถึงชายฝั่งจังหวัดระยอง เพชรบุรีลงไปถึงนราธิวาส ไม่เพียงเท่านั้นปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยยังมีแนวโน้มแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ โดยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันตกจะมี<span style="color: #ff0000;">ปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยลดลงถึง 70 – 100 มิลลิเมตรต่อปี</span> จะทำให้บริเวณดังกล่าวเกิดความแห้งแล้งและขาดแคลนน้ำในการอุปโภคบริโภค ในขณะที่บางพื้นที่บริเวณชายฝั่งภาคตะวันออกกลับมีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยต่อปีสูงขึ้นมากถึง 300 มิลลิเมตร จะส่งผลให้เกิดภาวะน้ำท่วมตามหัวเมืองใหญ่ แหล่งท่องเที่ยวและเขตเศรษฐกิจต่างๆ<br />
<a href="http://www.greenbizthai.com/wp-content/uploads/2010/09/น้ำท่วม.jpg"><img class="alignleft size-thumbnail wp-image-281" style="margin: 3px 5px;" src="http://www.greenbizthai.com/wp-content/uploads/2010/09/-e1284012056585-150x150.jpg" alt="" width="125" height="125" /></a> นอกจากนั้น แบบจำลองสภาพภูมิอากาศจากหลายๆประเทศทั่วโลก ยังชี้ว่าในปีพ.ศ.2643 เหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรงจะเพิ่มขึ้นหลายเท่า โดยมีโอกาสเกิด 3 – 6 ครั้ง ในช่วง 100 ปี ซึ่งต่างจากสมัยก่อนที่เกิดเพียง 1 ครั้งต่อ 100 ปี ทั้งนี้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีแนวโน้มที่จะเกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมบ่อยครั้งขึ้น<br />
“ประเทศไทยมีความอ่อนไหวต่อสภาวะน้ำท่วมและแผ่นดินถล่ม ดังนั้นจึงต้องให้ความสำคัญต่อการตั้งถิ่นฐานริมฝั่งแม่น้ำหรือชายฝั่งทะเล เพราะพื้นที่เหล่านี้จะเสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัยในอนาคต ซึ่งหากยังไม่เตรียมการป้องกันย่อมส่งผลต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศโดยรวม ”</p>
<p>ที่มา : มติชนออนไลน์</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.greenbizthai.com/2010/09/%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b8%8130%e0%b8%9b%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%b6%e0%b9%89%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

